วันที่: ผู้เขียน: Other News


Amazon นำความสนุกมาให้อีกครั้ง ด้วยการนำเสนอ Smart speaker ที่รวมเข้ากับนาฬิกาปลุก เรียกกันง่ายๆ ว่า Echo Spot และทางบริษัทก็ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไปให้กับ Echo Spot รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ Alexa ด้วย ซึ่งฟีเจอร์ที่ว่านี้ ช่วยให้อุปกรณ์ที่รองรับ Alexa พิเศษกว่านาฬิกาปลุกทั่วๆ ไป ด้วยการเลือกเพลงเพื่อใช้ในการปลุกได้

ผู้ใช้งานอุปกรณ์ที่รองรับ Alexa สามารถเลือกเพลงที่จะใช้ปลุกได้ตามต้องการจากบริการเพลง streaming ได้แก่ Amazon Prime Music หรือ Amazon Music Unlimited ของ Amazon หรือบริการอื่นๆ ที่รองรับกับอุปกรณ์อย่าง Spotify, Pandora, TuneIn, SiriusXM และ iHeartRadio เป็นต้น ผู้ใช้งานสามารถขอ หรือถาม ชื่อของศิลปิน, เพลง, รายการเพลง, ประเภทของเพลง หรือแม้แต่เนื้อเพลงได้ในกรณีที่คุณไม่รู้จักชื่อเพลงนั้นๆ ผ่านบริการของ Alexa

แต่ในบางฟีเจอร์พิเศษจะใช้ได้กับ Amazon music เท่านั้น ยกตัวอย่างการใช้งาน เช่น การขอการแจ้งเตือนจาก Alexa ผ่านทาง Echo Spot ได้ โดยการใส่คำสั่งง่ายๆ เช่น “ขอเพลงป๊อปสำหรับช่วง 5 โมงเช้า” เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถขอการปลุกด้วยเพลงแนว ร็อค, ป๊อป, เพลงยุค 80 และเพลงอื่นๆ หรือเพลงจากศิลปินที่ชื่นชอบ ได้อีกด้วย และการตั้งเตือนนั้น ยังไม่จำเป็นต้องกำหนด หรือตั้งค่าเองในทุกๆ วัน เพราะถ้าผู้ใช้งานตื่นขึ้นมาในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน ก็สามารถขอให้ Alexa ทำการปลุกได้ในเวลาดังกล่าวทุกวันเช่นกันด้วยการใช้คำสั่งง่ายๆ เหมือนเดิม เช่น “Alexa ปลุกฉันที่เวลา….”, หรือ “ตั้งค่าการเตือน” เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย

ฟีเจอร์นี้จะทำงานบนอุปกรณ์  Smart Speaker ที่ใช้ระบบ Alexa แทบทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Echo Spot เท่านั้น แต่ยกเว้นแค่ Fire TV ซึ่งไม่รองรับฟีเจอร์ดังกล่าว

Amazon Alexa อัพเดทฟีเจอร์ปลุกด้วยเสียงเพลงบน Echo Spot และอุปกรณ์สมาร์ทสปีกเกอร์

การพัฒนาความสามารถในการตั้งเตือนการปลุกด้วยเพลงนั้นมาจากความต้องการของผู้ใช้งานอุปกรณ์ที่ใช้ Alexa ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เกิดการพัฒนาในวันนี้ ซึ่งในช่วงเทศกาล Black Friday ที่ผ่านมา ก็มีการลดราคาอุปกรณ์ตระกูล Echo ทั้งหลาย เช่น Echo Show, Echo Plus และ Echo Dot ทำให้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในตอนนี้ ถือว่าเป็นการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจริงๆ สำหรับ Amazon และเชื่อได้ว่าในอนาคตจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานผู้ใช้ออกมาอีกอย่างแน่นอน

ที่มา : techcrunch.com

ใส่ความเห็น