วันที่: ผู้เขียน: Other News


เมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ เราเคยนำเสนอข่าวที่ นักวิจัยจาก Virginia Tech ประเทศสหรัฐอเมริกา จับคนมาปลอมตัวเป็นเบาะรถ แล้วขับรถรุ่น Ford Transit ไปรอบๆ เมือง เพื่อหลอกผู้คนบนท้องถนนว่า มันคือเทคโนโลยีรถยนต์แบบไร้คนขับ (คนภายนอกจะเห็นเหมือนว่ารถวิ่งได้เองโดยที่ไม่มีใครนั่งอยู่ในรถเลย) คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าวเก่าได้เลย

ล่าสุดทาง Ford ออกมาเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการให้เงินทุนสถาบัน Virginia Tech เพื่อทำการทดลองในสิ่งนี้ และเหตุผลที่ต้องทำการทดลองแบบนี้เพื่อตรวจสอบว่าผู้คนจะมีปฏิกิริยาเป็นเช่นไร เมื่อเห็นรถยนต์แบบไร้คนขับวิ่งบนท้องถนน ซึ่งจุดโฟกัสหลักของการทดลองนี้ คือแท่งแสงไฟปริศนาที่ติดตั้งอยู่ตรงกระจกหน้ารถ ซึ่งบางคนพอได้เห็นแท่งแสงไฟนี้ก็ดาดว่าน่าจะเป็นอุปกรณ์เซ็นเซอร์แบบ LIDAR ที่ใช้ตรวจจับสิ่งกีดขวางของระบบรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่ง Ford และ Virginia Tech ใช้แท่งแสงไฟปริศนานี้ เพื่อทดสอบว่า จะสร้างการสื่อสารระหว่างรถยนต์ไร้คนขับ กับผู้คนรอบข้างอย่างไรดี

โดย Ford ได้ลองสร้างรูปแบบการสื่อสารด้วยสัญญาณไฟอย่างง่ายๆ อย่างเช่นถ้าไฟกระพริบในจังหวะรัวเร็ว หมายความว่ารถกำลังเร่งความเร็ว และถ้าไฟกระพริบในจังหวะช้าๆ นั่นหมายความว่า รถกำลังวิ่งไหลไปเรื่อยๆ ตามสภาพการจราจร และถ้าดวงไฟติดสว่างค้าง นั่นหมายความว่ารถกำลังอยู่ในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ และสาเหตุที่ Ford เลือกใช้สัญญาณไฟแบบสีขาวเรียบๆ เพราะสัญญาณไฟสีต่างๆ มีความหมายที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก ซึ่งอาจสร้างความสับสนได้

เทรนด์การเอาคนมาปลอมตัวเป็นเบาะรถ กำลังมาแรง ล่าสุด Ford เผยเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้...

และจากการทดลองก็เห็นได้ชัดว่า ผู้คนยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของการสื่อสารด้วยสัญญาณไฟนี้ แต่ Ford ก็ยังมีเวลาแก้ปัญหานี้อีกนาน โดยมีการตั้งเป้าเอาไว้ว่ารถไร้คนขับจะลงวิ่งบนท้องถนนได้ตริงในปี 2021 แต่เทคโลโลยีรถยนต์ไร้คนขับของ Ford ยังอยู่ในระดับเพียง 2 ถึง 3 ซึ่งรถก็ยังต้องการการควบคุมจากคนอยู่บ้างในบางกรณี และ Ford ยังคงเกรงกับการที่จะสร้างรถยนต์ไร้คนขับแบบเต็มระบบ

แต่อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า Ford จะทุ่มเทกับเรื่องนี้มาก ดูได้จากการที่ทุ่มทุนถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อกิจการบริษัททางด้านระบบปัญญาประดิษฐ์ AI และการที่จับเอาคนมาปลอมตัวเป็นเบาะรถนั้น ก็ยังไม่แน่ชัดว่า Ford จะได้ข้อมูลวิจัยไปครบถ้วนตามที่ต้องการหรือไม่ และสิ่งนี้เป็นเพียงการแสดงเจตนาในเบื้องต้นว่าบริษัทผู้ผลิตรถชั้นนำจากอเมริกานั้นจริงจังกับเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับขนาดไหน

ที่มา : www.theverge.com

ใส่ความเห็น