วันที่: ผู้เขียน: Other News


บริษัทแห่งหนึ่งในรัฐ Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่าบริษัท Three Square Market ออกไอเดียที่ค่อนข้างจะแปลกล้ำยุค ด้วยการฝังชิปเข้าไปในผิวหนังพนักงาน เพื่อเป็นตัวช่วยในการปลดล็อคประตู ซื้อขนม ล็อคอินเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเข้าใช้อุปกรณ์สำนักงานต่างๆ อย่างเช่น เครื่องถ่ายเอกสาร โดยพนักงานที่สมัครใจจะได้รับการฝังชิปลงไปใต้ผิวหนัง โดยที่ชิปนี้จะใช้เทคโนโลยี NFC หรือ Near Field Communication ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกันที่มีอยู่ในโทรศัพท์มือถือนั่นเอง โดยชิปนี้จะถูกฝั่งอยู่ใต้ผิวหนังที่บริเวณระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในธุรกิจที่มีอนาคตสดใสอย่างการฝังชิป NFC ลงในผิวหนังมนุษย์ บริษัท Three Square Market ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตตู้ซื้อของแบบหยอดเหรียญ ได้ร่วมมือกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการฝังชิปนี้อย่างบริษัท Biohax International ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยที่จะมีการฝังชิปลงในผิวหนังของพนักงานจำนวน 50 คนในงานปาร์ตี้ของบริษัท ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

โดยมีบริษัทในยุโรป 2-3 แห่ง ที่ได้ฝังชิป NFC ให้กับพนักงานของพวกเขาแล้ว และก็มีการรายงานข่าวจากสื่อ Los Angeles Times ว่า มีบริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า Epicenter จะทำการฝังชิปให้พนักงานในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน โดยที่ชิปขนาดเล็กนี้สามารถจุข้อมูลได้เป็นจำนวนไม่มาก เพื่อการระบุตัวตนของบุคคล และใช้ล็อคอินเข้าใช้งานบริการต่างๆ โดยบริษัทการรถไฟของสวีเดน ได้เปิดให้ประชาชนทำการฝังชิป เพื่อใช้งานแทนบัตรโดนสาร โดยคุณ Todd Westby ดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท Three Square Market กล่าวว่า “ต้องเขาใจว่าชิปตัวนี้ไม่ได้มีระบบ GPS ติดตามตัวบุคคลแต่อย่างใด เราเพียงแค่ใช้งานมันแทนบัตรพนักงานเท่านั้น”

อย่างไรก็ดี การฝังชิปลงใต้ผิวหนัง ยังคงเป็นเรื่องไกลตัวของผู้คนในยุคนี้ โดย Todd Westby พยายามฉายให้เรามองเห็นภาพในโลกยุคอนาคต ที่ชิป NFC จะถูกใช้งานแทน Passport, ตั๋วโดยสารระบบขนส่งมวลชน และแทนบัตรจ่ายเงินทั้งหลายทั้งปวง แต่ผู้คนมักจะคิดว่าชิปประเภทนี้ ควรจะติดตั้งอยู่บนเฉพาะเครื่องประดับ และสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมการทำงานในสำนักงาน การฝังชิปลงในผิวหนัง จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของธุรกิจได้อย่างละเอียด และเมื่อมองในภาพรวม การฝังชิปมีส่วนสำคัญในระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูล และเป็นวิธีการยืนยันตัวตนที่ปลอมแปลงได้ยาก และอเมริกายังล้าหลังยุโรปมาก ในเรื่องของการนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ และเขาก็อยากเห็นบริษัทอเมริกันบริษัทแรกที่ใช้เทคโนโลยีนี้

ที่มา : www.theverge.com

ใส่ความเห็น