วันที่: ผู้เขียน: Other News


ด้วยความสามารถที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการ Live ถ่ายทอดสด การฟังเพลงแบบสตรีม และฟีเจอร์อีก 108 ที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟนของเรา ทำให้นับวัน แบตเตอรี่จะหมดเร็วขึ้นเรื่อยๆ และการที่โทรศัพท์มือถือแบตฯ หมด ก็ทำให้มันกลายสภาพเป็นสิ่งของที่ไร้ประโยชน์ไปในทันที

และโชคดีที่ในตอนนี้ นักวิจัยจาก University of Washington ได้คิดค้นเทคโนโลยีล่าสุด ที่ทำให้โทรศัพท์มือถือของเรา ไม่กลายเป็นสิ่งของที่ไร้คุณค่าเพราะแบตฯ หมดอีกต่อไป มันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องต้นแบบที่ไม่ต้องการแบตเตอรี่ แต่มันสามารถเปลี่ยนคลื่นความถี่วิทยุที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์

โดยคุณ Vamsi Talla ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานวิจัย กล่าวว่า “เหตุผลที่เราเลือกสร้างโทรศัพท์มือถือแบบไร้แบตเตอรี่ ก็เพราะว่า มือถือเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทุกคน และเชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอประสบการณ์เลวร้าย เมื่อโทรศัพท์มือถือแบตฯ หมด ในขณะที่เราต้องการติดต่อกับใครสักคน”

ซึ่งในตอนนี้มีความเป็นไปใน 2 ทิศทาง ที่จะทำให้ชาวโลกได้ใช้งานเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือแบบไร้แบตเตอรี่ รูปแบบแรกคือ การที่เราอนุญาตให้แบรนด์สมาร์ทโฟนต่างๆ นำเทคโนโลยีนี้ ไปติดตั้งเป็นส่วนเสริมในสมาร์ทโฟนของพวกเขา และสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีนี้ เจ้าของเครื่องจะสามารถโทรออกได้แม้ในขณะที่แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์อยากมากในสถานการณ์คับขันที่เราต้องการโทรหาใครสักคน

หรือในอีกรูปแบบหนึ่งคือ การสร้างโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งความสามารถของโทรศัพท์มือถือประเภทนี้คือ การโทรออกและส่งข้อความ SMS เหมาะสำหรับการใช้งานในถิ่นทุรกันดาร หรือในที่ที่ไม่มีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์จ

และในเวลานี้ โทรศัพท์เครื่องต้นแบบยังเป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก เป็นเพียงแค่แผงวงจรสีเขียว และยังไม่มีตัวเครื่องมาห่อหุ้มเอาไว้แต่อย่างใด และคุณ Vamsi Talla กล่าวว่า “ตัวเครื่องเวอร์ชั่นในอนาคตจะมีฟังก์ชั่นที่มากขึ้น โดยวางเป้าหมายถึงการสร้างเป็นสมาร์ทโฟนเต็มรูปแบบเลยทีเดียว อาจจะเลือกใช้จอภาพแบบใช้พลังงานต่ำ ในรูปแบบเดียวกับหน้าจอของอุปกรณ์อ่านอีบุ๊ค Kindle รวมถึงเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลที่ใช้พลังงานต่ำอีกด้วย”

เทคโนโลยีใหม่ของโทรศัพท์มือถือไร้แบตเตอรี่นี้ ดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับชาวโลกเอามากๆ อยากรู้จังว่าเมื่อมันถูกผลิตออกมาวางขายจริง จะยอดเยี่ยมขนาดไหน

ที่มา : www.digitaltrends.com

ใส่ความเห็น