วันที่: ผู้เขียน: Other News


อีกเรื่องหนึ่งในงาน AIS Vision 2017 ที่ทาง AIS ได้ประกาศยกระดับความเร็วของเครือข่ายทั้ง Mobile, Wi-Fi และ Broadband สู่มาตรฐานใหม่ในระดับ Gigabit Network ที่ให้ความเร็วมากขึ้น รองรับการใช้งานมือถือในยุคดิจิทัล โดยแต่ละส่วนจะมีรายละเอียดดังนี้

  • NextG Mobile Network (เครือข่ายมือถือ) – ทาง AIS ได้นำเทคโนโลยี LTE มาผสานกับ AIS Super Wi-Fi ทำให้เน็ตมือถือในตอนนี้ สามารถส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ด้วยความเร็วถึง 1 Gbps จากเดิมที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ 400-500 Mbps
  • NextG WiFi (อินเทอร์เน็ตไร้สาย) – ทาง AIS ได้ยกระดับ AIS Super WiFi Wave 2 มาตรฐานอุปกรณ์ AP 802.11ac Wave 2 ใหม่ด้วยเทคโนโลยี MU-MIMO และขยายช่องสัญญาณจากเดิม 80 MHz เป็น 160 MHz ทำให้มีความเร็วมากขึ้น 2 เท่า ทำให้เราสามารถใช้งานไวไฟสาธารณะ ได้ความเร็วมากกว่า 1 Gbps อีกด้วย
  • NextG Fibre (อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์) – ส่วน AIS Fibre บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตบ้าน ก็พร้อมรองรับความเร็วสูงสุดถึง 10 Gbps เช่นกัน
AIS อัพความเร็วเครือข่าย สู่ระดับ Gigabit Network พร้อมเผย NB-IoT เทคโนโลยีใหม่รับยุคดิจิทัล

ส่วนเทคโนโลยี NB-IoT หรือ Narrow Band – Internet of Thing นี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งของวงการดิจิทัล ในการนำอุปกรณ์ NB-IoT มาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับสังคมไทย อย่างในงานนี้ AIS ได้นำเสนอนวัตกรรมเหล่านี้ให้ชมกัน ดังนี้

  • Smart Farming – ระบบวัดข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์กับเกษตรกร ทั้งความชื้น, ความแห้งแล้ง, อุณหภูมิ ฯลฯ
  • Smart Metering – อุปกรณ์ติดไว้กับมิเตอร์ เพื่ออัพเดทข้อมูลการใช้งานต่างๆ เช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, แรงดันน้ำ ฯลฯ ที่สามารถส่งข้อมูลผ่าน NB-IoT ไปยังผู้ดูแลได้ทันที ไม่ต้องเดินตรวจเช็คเหมือนแต่ก่อน
  • Smart Tracking – ระบบติดตามตัวด้วย NB-IoT เหมาะสำหรับติดตามเด็ก ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยงที่อาจจะหลงทาง หรือสิ่งของ ด้วยการค้นหาดูโลเคชั่นบนมือถือได้แบบ Real-time
  • Smart Parking – ระบบจอดรถผ่านเทคโนโลยี NB-IoT ที่สามารถตรวจสอบการจอดรถในพื้นที่นั้นๆ ด้วย Parking Sensor และส่งข้อมูลได้
AIS อัพความเร็วเครือข่าย สู่ระดับ Gigabit Network พร้อมเผย NB-IoT เทคโนโลยีใหม่รับยุคดิจิทัล

โดยภายในงานได้สาธิตการใช้งาน Smart Parking ที่ทาง AIS ได้พัฒนาร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ชมกันด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำให้เราสามารถตรวจสอบและจองที่จอดรถ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นได้ ไม่ต้องเสียเวลาวนหา แก้ปัญหาการจราจรได้เป็นอย่างดี

แล้ว Narrow Band IoT ต่างจาก IoT ทั่วไปอย่างไรบ้าง?

NB-IoT ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งาน Internet of Thing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่น 5 อย่าง ดังนี้

  1. Low Power Consumption Device – อุปกรณ์ NB-IoT จะใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมาก แบตเตอรี่ของอุปกรณ์อย่าง Smart Parking จึงมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี
  2. High System Capacity – รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ดีไวซ์ ได้หลายหมื่นตัว
  3. Deep Penetration / Wide Coverage – ใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายในอาคาร รวมทั้งพื้นที่ห่างจากสถานีฐานได้มากถึง 10 กิโลเมตร
  4. Low Device Cost – มีการออกแบบให้มีความซับซ้อนน้อยกว่าอุปกรณ์มือถือทั่วไป จึงมีราคาที่ต่ำลงไปด้วย
  5. Easy to Deploy – ติดตั้งง่าย ใช้งานร่วมกับโครงข่าย LTE ได้ ไม่ต้องเดินสายไฟหรือสายสัญญาณต่างๆ

ซึ่งสำหรับเรื่องของ IoT เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าจับตาดูมากในปีนี้ เมื่อการให้บริการอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยี IoT ก็มามีบทบาทในสังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคิดว่าในปีนี้ คงจะมีเทคโนโลยีอะไรหลายๆ อย่างที่น่าตื่นตาตื่นใจคนไทยเป็นแน่

ใส่ความเห็น